[Review] The Blood of Dawnwalker

000 25

The Blood of Dawnwalker ผลงานเกม RPG ในโลกขนาดใหญ่ ผลงานการสร้างของ Rebel Wolves สตูดิโอที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 โดย Konrad Tomaszkiewicz อดีตผู้กำกับของ The Witcher 3: Wild Hunt โดยได้ทาง Bandai Namco Entertainment เป็นผู้จัดจำหน่าย ส่วนตัวเพิ่งมีโอกาสได้เล่นจนจบก็เลยจะขอหยิบยกเกมนี้มารีวิวกับพูดถึงความรู้สึกให้ได้อ่านกันครับ

Konrad Tomaszkiewicz อดีตผู้กำกับของ The Witcher 3: Wild Hunt ซึ่งออกมาจัดตั้งสตูดิโอใหม่ Rebel Wolves พร้อมกับเข็นผลงานแรกอย่างเกม The Blood of Dawnwalker มาให้แฟนๆ ได้เล่นกัน โดยถือว่าแบกความหวังเอาไว้พอสมควรว่าเกมแนว RPG แบบ Open World เกมนี้จะทำออกมาได้ตามคุณภาพที่แฟน RPG ทั่วโลกจับตาได้หรือไม่ ซึ่งหลังจากที่ลองเล่นไปจนจบแล้วต้องบอกว่าเกมมีความทะเยอทะยานและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ เป็นโปรเจกต์ที่กล้าเสี่ยงและทดลองสิ่งใหม่ใหม่ๆ ได้อย่างน่าสนใจ แต่ยังมีรอยตำหนิให้เห็นอยู่บ้าง

เรื่องราวพาผู้เล่นย้อนกลับไปยัง ยุโรปช่วงกลางศตวรรษที่ 14 ในหุบเขาสมมติที่มีชื่อว่า Vale Sangora ดินแดนแห่งเทือกเขาคาร์เพเทียนที่ถูกปกครองโดยเหล่าขุนนางแวมไพร์ ผู้ซึ่งปลดปล่อยชาวบ้านจากโรคระบาดและภาษีอันโหดร้าย แลกกับการเก็บ “ภาษีเลือด” รายเดือนจากประชาชนทุกคน ระบบการปกครองที่ดูเหมือนจะมอบความสงบสุข แต่แท้จริงแล้วซ่อนความกดขี่และความแค้นเคืองที่สะสมมานานไว้เบื้องหลัง

ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็น Coen แห่ง Laslea ชายธรรมดาจากเมืองเล็กๆ ที่ชีวิตพลิกผันเมื่อครอบครัวของเขาถูกจับตัวไปเพื่อใช้ในพิธีกรรมสังเวยเลือดของ ลอร์ด Brencis ขุนนางแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจ ชะตากรรมบังคับให้ Coen ต้องกลายร่างเป็น “Dawnwalker” สิ่งมีชีวิตที่มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของแวมไพร์ในยามค่ำคืน แต่ยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาในเวลากลางวัน เขามีเวลาเพียง 30 วัน ในเกมเพื่อตามหาและช่วยเหลือครอบครัวของตัวเองก่อนพิธีราชาภิเษกของ Brencis จะเริ่มขึ้น

จุดที่ทำให้เรื่องราวนี้แตกต่างจากเกมแวมไพร์ทั่วไปคือความลึกซึ้งของการเขียนบทและตัวละครรอบข้าง บทพูด การตัดสินเลือกตอบคำถาม และเรื่องราวในเกมนั้นชวนติดตามอย่างมาก พูดได้เต็มปากว่าบทเนื้อเรื่องของเกมนี้ทำออกมาได้ดีเยี่ยมเลยจริงๆ

นอกจากความเป็น RPG แบบ Open World ที่เราคุ้นเคยกันดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ The Blood of Dawnwalker โดดเด่นจนไม่มีใครเทียบได้ นั่นคือ ระบบเวลาแบบจำกัด 30 วัน ที่ผูกติดกับทุกการตัดสินใจในเกม Rebel Wolves เรียกเกมนี้ว่าเป็น “Narrative Sandbox” มากกว่า Open World แบบดั้งเดิม เพราะเกมไม่มีเควสต์หลักที่ดำเนินไปแบบเส้นตรงตลอดเวลา แต่เวลาจะเดินหน้าก็ต่อเมื่อผู้เล่นลงมือทำเควสต์หรือกิจกรรมที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องเท่านั้น แทบทุกกิจกรรมที่ผู้เล่นทำ ตั้งแต่การทำเควสต์สำคัญไปจนถึงการอัปเกรดพลังแวมไพร์ ล้วนใช้เวลาไปอย่างน้อยหนึ่งหน่วย ความกดดันจากกำหนดเส้นตาย 30 วันก่อนพิธีราชาภิเษกของ Brencis ทำให้ทุกการตัดสินใจมีน้ำหนักและความหมาย ผู้เล่นต้องเลือกว่าจะทุ่มเวลาไปกับเควสต์ไหน จะช่วยเหลือใคร และจะปล่อยใครไว้ข้างหลัง แรกๆ เราอาจจะรู้สึกกดดันและกลัวอย่างมากกับระบบเวลาของเกมนี้ แต่พอเล่นไปได้ซักพักแล้วทำความเข้าใจจนคุ้นชินกับมันจะพบว่ามันคือระบบที่เจ๋งและเหมาะกับเกมนี้อย่างมาก แถมทุกอย่างที่สำคัญๆ ก็ทำได้ก่อนหมดเวลาเส้นตาย 30 วันด้วยซ้ำ

The Blood of Dawnwalker 20260930192407 scaled

อีกกลไกสำคัญก็คือการที่ Coen มีสถานะสองแบบในหนึ่งวัน กลางวันเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ใช้เวทมนตร์และดาบต่อสู้ ส่วนกลางคืนเขากลายเป็น vrakhir สิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่มีพลังเหนือมนุษย์แต่ก็ต้องแบกรับภาระของความกระหายเลือดไว้ หากเลือดของ Coen ไม่เต็มในยามค่ำคืน ทุกบทสนทนากับ NPC จะกลายเป็นการทอยลูกเต๋าเสี่ยงดวง โดยตัวเลือก “ยอมจำนนต่อความกระหาย” (give into the hunger) จะยิ่งปรากฎง่ายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาบาดเจ็บหนักขึ้น สร้างความตึงเครียดทางศีลธรรมที่ผูกเข้ากับกลไกเกมได้อย่างแนบเนียน ข้อควรระวังคือคุยกับ NPC อยู่ดีๆ แต่พลังชีวิตเรามีน้อยก็อาจจะพลาดไปกดเลือกพุ่งเข้าไปกระซวกคอเพื่อดูดเลือด NPC เอาง่ายๆ…

The Blood of Dawnwalker 20261001190705 scaled

The Blood of Dawnwalker 20261003120016 scaled

The Blood of Dawnwalker 20261002145820 scaled

ทางด้านเกมเพลย์เกมนำเสนอการต่อสู้ระยะประชิดที่เน้นดาบและเวทมนตร์เป็นหลัก โดยไม่เน้นอาวุธระยะไกลอย่างธนูหรือหน้าไม้มากนัก ผู้เล่นสามารถบล็อก ปัดป้อง โจมตีจากทิศทางต่างๆ และใช้ประโยชน์จากจังหวะเปิดของศัตรูได้อย่างหลากหลาย เกมมี Skill Tree ให้ทั้งส่วนของเวทย์มนต์ การใช้ดาบ และการใช้สกิลของแวมไพร์ ทำให้เราสามารถใช้การคอมโบของพลังในสายต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ แต่เอาเข้าจริงๆ ส่วนตัวแล้วกลับพบว่ายังไงก็เล่นแต่การใช้ดาบในการโจมตีอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ทำให้ไม่ค่อยอยากไปอัปสกิลสายอื่นหรืออัปแล้วดูจะไม่คุ้มเท่าไหร่

The Blood of Dawnwalker 20261002145857 scaled

The Blood of Dawnwalker 20261004193900 scaled

The Blood of Dawnwalker 20261001184357 scaled

The Blood of Dawnwalker 20261004100125 scaled

กราฟิกของเกมนั้นขับเคลื่อนด้วย Unreal Engine 5 ทำให้ได้งานภาพที่สวยงามมากๆ โดยเฉพาะการออกแบบโลกและสภาพแวดล้อมภายในเกม สำหรับ Vale Sangora ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดกว้างที่เต็มไปด้วยหนองน้ำ ภูเขาสูงตระหง่าน ซากปรักหักพังร้าง และถ้ำมืดลึกลับ แต่ละแห่งดูน่าสำรวจ ส่วนเมืองใหญ่ก็ทำบรรยากาศออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ใครที่ชอบงานศิลป์แบบสไตล์ Gothic หน่อยก็คงจะชอบอย่างแน่นอน ส่วนดนตรีประกอบก็ช่วยเสริมบรรยากาศสไตล์ยุโรปตะวันออกได้อย่างทรงพลัง ทั้งนี้ในส่วนของ performance ก็มีติดขัดอยู่บ้างในเรื่องของแฟรมเรตตกในบางฉากและความลื่นไหลของเกมที่ยังทำได้ไม่ราบรื่นนัก แต่การปรับแต่งในออปชั่นก็พอช่วยได้ระดับหนึ่ง

The Blood of Dawnwalker 20261004101541 scaled

The Blood of Dawnwalker 20261001185545 scaled

สรุปภาพรวม The Blood of Dawnwalker ไม่ใช่แค่ RPG ที่โดดเด่น แต่ถือว่าเป็นการนำเสนอเกม RPG ในโลกกว้างแบบที่ปรุงเพิ่มอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ผู้เล่นได้ลิ้มลอง ไม่ยึดติดอยู่กับอะไรเติมๆ โดยเฉพาะเรื่องของระบบเวลา 30 วันที่ผูกติดอยู่กับการกระทำของตัวเรา เกมมีเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม เข้มข้น การเขียนบทถือว่าทำได้ดี แม้ระบบการต่อสู้หากเล่นไปช่วงหลังๆ จะเริ่มเบื่อหรือซ้ำๆ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่นัก ส่วนข้อติก็คงเป็นเรื่องของ performance ที่ต้องรอทีมพัฒนาปรับปรุงกันในแพทช์ต่อๆ ไป ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการปรับปรุงตัวเกมครั้งใหญ่ในเร็วๆ นี้ เอาเป็นว่าใครชอบเกม RPG แบบดาร์คแฟนตาซี โดยเฉพาะเรื่องราวของแวมไพร์ก็ไปหามาลองเล่นกันได้เลย