แม้ว่าภาคใหม่จะเพิ่งเปิดตัวออกมาและยังไม่ว่างจำหน่าย แต่สำหรับ Kena: Bridge of Spirits ในภาคแรกก็เพิ่งถูกพอร์ตมาลงให้เล่นกันบน Nintendo Switch 2 ไปเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนตัวยังไม่เคยได้ลองเล่นเกมนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะสอยมาลองเล่นในแบบพกพาเพื่อรอเล่นภาคใหม่ที่กำลังมา โดยวันนี้จะมารีวิวหลังจากที่ลองเล่นไปจนจบและพูดถึงความรู้สึกของเกมนี้ให้ได้อ่านกันครับ
ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 เกม Kena: Bridge of Spirits ก็กลายเป็นหนึ่งในเกมอินดี้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดทันที ด้วยงานภาพสไตล์แอนิเมชันที่สวยงดงาม และบรรยากาศแฟนตาซีอบอุ่นที่หาได้ยากในวงการเกมแอ็กชันยุคใหม่ แม้ตัวเกมจะไม่ได้ปฏิวัติอะไรในเชิงระบบ แต่เสน่ห์ของโลก ตัวละคร และงานศิลป์ก็เพียงพอจะทำให้มันกลายเป็นเกมขวัญใจของผู้เล่นจำนวนมาก
การมาถึงของเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับคนที่พลาดเกมนี้บนเครื่อง PlayStation หรือ PC มาก่อน โดยเฉพาะคนที่เห็นข่าวการเปิดตัวภาคใหม่และอย่างลองสัมผัสดูซักครั้ง ซึ่งหลังจากใช้เวลาอยู่กับเวอร์ชัน Switch 2 สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ Kena ยังคงเป็นเกมที่มีหัวใจและเสน่ห์เหมือนเดิม เพียงแต่ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของการพอร์ตนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
โลกแฟนตาซีที่ยังคงเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์
สิ่งแรกที่ทำให้ Kena แตกต่างจากเกมแอ็กชันทั่วไปคือ “บรรยากาศ” โลกของเกมเต็มไปด้วยป่าไม้ หมู่บ้านร้าง และวิญญาณที่ติดอยู่กับอดีต ทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้ดูมีชีวิต แม้จะปกคลุมด้วยความเศร้าและความเสื่อมสลาย ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Kena นักนำทางวิญญาณสาวที่ออกเดินทางเพื่อช่วยเหลือดวงวิญญาณที่ไม่สามารถก้าวผ่านความเสียใจของตัวเองไปได้ เรื่องราวของเกมไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่ใช้การเล่าแบบเรียบง่ายและจริงใจ ซึ่งช่วยให้โลกของเกมดูอบอุ่นและเข้าถึงง่าย
สิ่งที่โดดเด่นมากคือการออกแบบ “Rot” สิ่งมีชีวิตตัวเล็กสีดำตากลมโตที่ติดตาม Kena ไปตลอดการเดินทาง พวกมันไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยในเกมเพลย์ แต่ยังเป็นหัวใจของเสน่ห์ทั้งหมดของเกมอีกด้วย หลายช่วงเวลาบอกเลยว่ายังเผลอหยุดเล่นเพียงเพื่อมองดู Rot เต้น เล่น หรือทำท่าทางน่ารักๆ แม้จะผ่านมาแล้วหลายปี แต่งานภาพของเกมก็ยังดูสวยงามมาก โดยเฉพาะบนหน้าจอ Switch 2 แบบพกพา ที่ช่วยขับโทนสีและรายละเอียดของโลกแฟนตาซีออกมาได้ดีอย่างน่าประทับใจ
เกมเพลย์ที่เล่นได้สนุก
Kena เป็นเกมที่ชวนให้นึกถึงยุคของเกมในสมัยเก่าอย่าง Zelda หรือ Okami แต่มันเป็นเกมผจญภัยที่ไม่ได้พยายามเป็นโอเพ่นเวิลด์ขนาดใหญ่ หรือเต็มไปด้วยระบบ RPG ซับซ้อน แต่เลือกใช้โครงสร้างแบบพื้นที่กึ่งเปิดที่เน้นให้เราได้ทำการสำรวจ แก้ปริศนา และต่อสู้กับศัตรูเป็นหลัก
ตลอดทั้งเกม เราจะค่อยๆ ได้รับสกิลใหม่ เช่น ธนู ระเบิดพลังวิญญาณ หรือความสามารถในการควบคุม Rot เพื่อเปิดทางและแก้ปริศนา ระบบเหล่านี้ถูกปลดล็อกอย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวะของเกมมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรู้สึกได้เลยว่าจุดแข็งสำคัญคือความกระชับของเกม นั่นก็เพราะว่าตัวเกมไม่ได้ยืดเยื้อเกินจำเป็น ทุกพื้นที่มีอะไรให้ทำพอเหมาะ และตัวเกมรู้ว่าควรหยุดตรงไหนก่อนที่ผู้เล่นจะเริ่มเบื่อ
ระบบต่อสู้ที่ท้าทาย
ทางด้านของระบบการต่อสู้ แม้งานภาพจะดูสดใสและน่ารัก แต่ Kena: Bridge of Spirits กลับเป็นเกมที่เล่นยากกว่าที่หลายคนคิดอย่างมาก ระบบต่อสู้ผสมผสานระหว่างการโจมตีระยะประชิดด้วยไม้เท้า การยิงธนู และการใช้พลังของ Rot เพื่อหยุดหรือเปิดจุดอ่อนของศัตรู ผู้เล่นต้องคอยหลบ ปัดป้อง และอ่านจังหวะของศัตรูอยู่ตลอดเวลา ปัญหาที่พบก็คือ เวอร์ชัน Switch 2 รันเกมที่ 30fps เป็นหลัก ซึ่งส่งผลกับเกมเพลย์โดยตรง เพราะ Kena เป็นเกมที่ต้องใช้จังหวะ dodge และ parry ค่อนข้างแม่นยำ หลายครั้งที่พบว่าเฟรมเรตที่ไม่นิ่งทำให้จังหวะในการต่อสู้นั้นไม่ค่อยลื่นไหล
สรุปภาพรวม Kena: Bridge of Spirits บน Switch 2 เป็นเกมแอคชั่น ผจญภัย แก้ปริศนา ที่เล่นได้เพลินๆ และค่อนข้างท้าทาย งานภาพของเกมนั้นสวยงามหายห่วง แต่อย่างที่บอกไปว่ามีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ ถ้าเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นก็คงจะสู้เรื่อง performance ไม่ได้ แต่ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าภาพรวมของเกมทำได้ดี การพกพาไปเล่นได้ทุกที่แบบเพลินๆ ก็เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ เห็นทีภาคใหม่ออกเมื่อไหร่ก็คงจะสอยมารีวิวให้อ่านกันอีกแน่นอนครับ
No Game No Life !!
