หลังจากแฟนๆ เฝ้ารอมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ภาคล่าสุดของซีรีส์หลัก ในที่สุด Capcom ก็ปลุก Onimusha ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วย Onimusha: Way of the Sword โดยวางจำหน่ายบน PlayStation 5, Xbox Series X/S, PC และ Nintendo Switch 2 ซึ่งก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังเลยทีเดียว
ซีรีส์ Onimusha ถือว่าเป็นเกมที่แฟนๆ คิดถึงและห่างหายไปนานมากๆ เพราะมันเป็นเกมแอคชั่นที่สนุก มีเรื่องราวของนักดาบซามูไรที่ผสมกับความเป็นแฟนตาซีได้อย่างลงตัว แถมเกมเพลย์ในแต่ละภาคก็เร้าใจสุดๆ มาวันนี้เกมกลับมาอีกครั้งด้วยภาคใหม่เอี่ยม Onimusha: Way of the Sword ที่จะพาเราไปสวมบทซามูไรพเนจรอย่าง มิยาโมโตะ มุซาชิ พร้อมด้วยเกมเพลย์และกราฟิกที่ยกระดับไปอีกขั้น
Onimusha: Way of the Sword พาผู้เล่นเดินทางสู่ เกียวโตในยุคต้น Edo ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นควรจะสงบสุขจากสงคราม แต่กลับถูกปกคลุมด้วยพลังลึกลับที่เรียกว่า Malice จนเมืองหลวงเก่าแปรสภาพเป็นสถานที่น่าขนลุกที่เต็มไปด้วยปีศาจ Genma คอยคุกคามผู้คน
จุดที่น่าสนใจคือเกมนี้สร้างเรื่องราวในรูปแบบประวัติศาสตร์แบบหลวมๆ ผสมจินตนาการ โดยดึงเอาตัวละครจากประวัติศาสตร์จริงอย่าง Miyamoto Musashi นักดาบผู้เลื่องชื่อ และคู่ปรับของเขา Sasaki Ganryu มาผูกเข้ากับเรื่องราวดาร์กแฟนตาซี ทั้งสองถูกโจมตีและสังหารโดยเหล่า Genma หลังจาก Musashi เอาชนะอาจารย์สำนักดาบคู่แข่งได้ ก่อนที่เขาจะได้รับพลังจาก Oni Gauntlet โดยชายแก่ปริศนา กลายเป็นซามูไรผู้พกพาอาวุธปีศาจเพื่อต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ โดยตอนหลังทราบว่ายังมีอีกหลายคนที่ครอบครองถุงมือ และยังพบกับพื้นที่ซึ่งเชื่อมต่อกับประตูนรกทำให้เหล่าปิศาจออกมาสู่โลกมนุษย์ การเดินทางช่วยเหลือผู้คนและหยุดยั้งพร้อมกับค้นหาต้นตอจริงได้เริ่มขึ้น
ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเนื้อเรื่องทำออกมาได้ดีและน่าติดตามมาก พร้อมกับบทพูดและการแฝงไปด้วยมุกตลกกับคัทซีนสุดมันส์ปนฉากเบียวๆ สุดเท่ห์ก็ยิ่งทำให้เกมดูน่าสนใจอย่างมาก เพิ่มเติมสำหรับใครที่ยังไม่รู้ ตัวเอก Musashi นั้นทีมพัฒนาได้นำหน้าตาของนักแสดงระดับตำนานผู้ล่วงลับของญี่ปุ่นอย่าง Toshiro Mifune มาใช้ ซึ่งมีการแสดงสีหน้าและท่าทางต่างๆ ที่ชวนให้คิดถึงนักแสดงผู้นี้อย่างมาก และทำออกมาได้ดีมากๆ ด้วย
ทางด้านของเกมเพลย์ในภาคนี้ยังคงเป็นแนวเกมแอคชั่นผจญภัย แต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมาใช้การเดินทางในแผนที่กว้างแบบกึ่งโอเพนเวิลด์ ให้เราได้ดำเนินไปตามเนื้อเรื่องและมีภารกิจแยกย่อยให้ได้ทำเพื่อรับรางวัล ไม่ได้เป็นเกมเส้นตรงแบบภาคเก่าๆ โดยสิ่งที่ยกให้เป็นจุดเด่นหลักของภาคนี้ก็คือระบบการต่อสู้ที่เน้นการปัดป้องและโต้กลับซึ่งถูกออกแบบมาได้อย่างประณีตและน่าติดตามในทุกรายละเอียด เราไม่จำเป็นที่จะต้องจดจำสายคอมโบซับซ้อนนับสิบท่า และก็ไม่ได้โหดหินแบบ Souls-like ที่เน้นการบริหารจัดการสแตมินาและการหลบหลีกอย่างระมัดระวังสุดขีด แต่กลับสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยจังหวะการดวลดาบที่เน้น การปะทะกับการตอบโต้ ให้ความรู้สึกเหมือนการดวลดาบจริงที่ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวมีความหมาย
ระบบนี้ทำงานผ่านกลไกที่เรียกว่าการ Issen หรือการตอบโต้แบบจังหวะเดียวจบ ซึ่งผู้เล่นต้องจับจังหวะการโจมตีของศัตรูให้แม่นยำ หากทำสำเร็จจะได้รับโอกาสสวนกลับด้วยท่าโจมตีที่สร้างความเสียหายมหาศาล แต่หากพลาดจังหวะ ผู้เล่นก็ต้องเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรงไม่แพ้กัน ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่สมดุลเช่นนี้เองที่สร้างความตึงเครียดและความตื่นเต้นให้กับทุกการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูตัวเล็กทั่วไปหรือบอสใหญ่ประจำด่าน ส่วนตัวแล้วชอบมากๆ เพราะมันไม่ใช่การกดปุ่มรัวๆ เพื่อฟันแหลกแต่เป็นการเรียนรู้จังหวะและปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการโจมตีของศัตรูแต่ละตัว นอกจากระบบ Counter แล้ว อาวุธ Oni Gauntlet ที่ Musashi สวมใส่ยังมอบความสามารถพิเศษหลากหลายที่ช่วยเสริมความลื่นไหลให้กับการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการดูดพลังชีวิตจากศัตรูที่ปราบลงเพื่อฟื้นฟูพลัง หรือการปลดล็อกท่าไม้ตายที่ทรงพลังเมื่อสะสมพลัง Malice ได้มากพอ ระบบเหล่านี้ถูกผสมผสานเข้ากับกลไก Counter หลักได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้เล่นมีตัวเลือกทางยุทธวิธีที่หลากหลายขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แตกต่างกัน
ในเรื่องของประสิทธิภาพและกราฟิกของเกมในภาคนี้ก็ทำออกมาได้ดี เกมพัฒนาด้วย RE Engine และเป็นการโชว์เอนจิ้นของเกมอย่างเต็มที่ สามารถสร้างภาพที่สมจริงทั้งตัวละคร การเคลื่อนไหว รายละเอียดเทกเจอร์ แสงเงา และสถานที่อันหลากหลายรวมไปถึงบางบรรยากาศที่น่าขนลุก โดยเฉพาะดีไซน์ปีศาจ Genma ที่ต้องยกนิ้วให้จริงๆ ส่วนประสิทธิภาพของเกมที่ได้เล่นบน PS5 ก็ทำออกมาได้ลื่นไหลไม่ติดขัด มีให้เลือกปรับโหมดทั้งแบบ Quality และ Performance
สรุปภาพรวมของ Onimusha: Way of the Sword ถือเป็นการกลับมาที่น่าลิ้มลองอย่างมาก แฟนดั้งเดิมของซีรีส์นี้ จะได้สัมผัสการกลับมาที่คุ้มค่ากับการรอคอย พร้อมวิวัฒนาการของระบบต่อสู้ที่ยังคงเอกลักษณ์เดิมและมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างให้ทันสมัยเข้ากับเกมยุคปัจจุบัน ส่วนผู้เล่นหน้าใหม่ก็จะได้สนุกไปกับเกมแอคชั่นผจญภัยในธีมดาบซามูไรที่เข้มข้นทั้งการต่อสู้และเนื้อเรื่อง เป็นอีกผลงานของ Capcom ที่บอกเลยว่าไม่ควรพลาด
No Game No Life !!














